ศิลปะโรมัน

509 BC- ค.ศ. 475

 

               เป็นชนเผ่าลาตินซึ่งมีเชื้อสายอินโด-ยเปียน เช่นเดียวกันกับกรีก  อพยพมาทางเหนือของแหลมอิตาลีนับพันปีก่อนคริสตร์กาล ราว 509 BC โรมันสามารถเอาชนะอีทรัสกันได้ และเริ่มต้นของอาณาจักรโรมันตามนักประวัติศาสตร์โบราณ สาธารณรัฐโรมันได้ถูกตั้งขึ้นในภายหลังได้มีการขยายและแข็งแกร่งขึ้นโดยการรวบรวมอาณาเขตแว่นแคว้นของดินแดนต่างๆให้อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ทหารโรมันได้กวาดไปทางตะวันออกผ่ากรีกไปสู่เมโสโปรเตเมียตะวันตกไปถึงอังกฤษข้ามทะเลไปถึงอียิปต์ตลอดไปถึงริมอาฟริกาทางตอนเหนือ ใน 27 BC เมื่อและอ็อคตาเวียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น Augustus Caesar (ซีซาร์เป็นตำแหน่งทางการเมือง)กรุง Rome ได้กลายเป็นจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ

               โรมันมีความเชื่อว่าตนเองมีบรรพบุรุษจากเจ้าชายชาวทรอย มีบทบาทปรากฏใน Illiad ของ Homer's  คือ Aeneas ผู้ซึ่งหลบหนีหลังจากที่เมืองทรอยถูกปล้น และตั้งบ้านเรือนและมีการปกครองในบริเวณนี้ ต่อมามีลูกหลานจนถึงสมัยของสองพี่น้องคือ Numiter และ Amulus เกิดแย่งชิงสมบัติกันมิวรุสสามารถแย่งชิงสมบัติจากพี่ได้แล้วประหารโอรสของพี่ชายจนหมด เหลือไว้เพียงธิดาองค์หนึ่ง Rhea Sylvia ซึ่งต่อมาได้มีลูกฝาแฝดขึ้นตามตำนานว่าลูกนี้เกิดจากเทพมาร์ส เทพแห่งสงคราม เนื่องจากนางเกรงลูกจะถูกประหารจึงนำเด็กใส่ตระกร้าลอยน้ำไปแม่หมาป่ามาพบจึงนำไปเลี้ยง่อมาชาวบ้านเลี้ยงแกะมาพบจึงตั้งชื่อว่า รมิวรุส(Romulus)ละ เรมุส(Remus)มื่อเติบใหญ่ได้กลับมาฆ่าอามิวรุสและชิงสมบัติคืนากนั้นจึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ใช้ชื่อว่าโรมตามชื่อโรมิวรุสนั่นเอง เมืองโรมถูกตั้งตอนแรกในยุค Etruscan ใน 753 BC ตำนานนี้ปรากฏในภาพ She-Wolf  สำหรับภาพ Romulus และ Remus ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในสมัย Renaissance เพื่อให้รูปหมาป่า Bronze นี้มีความสมบูรณ์ ภาพนี้ทำหน้าที่ในฐานะสัตว์ที่เคารพ ของโรม เป็นไปได้ว่าเคยตั้งอยู่บน Capitoline Hill ในโรมในช่วงปี 296 BC She-Wolf ทำให้ระลึกถึง Roman ในเรื่องความจงรักภักดี การรักชาติและแผ่นดินของแม่

 

ประวัติศาสตร์ของโรมัน

               ที่โดดเด่นที่สุดของอาณาจักรโรมันเห็นจะได้แก่ด้านการเมืองการปกครองซึ่งความโดดเด่นนี้ส่งผลต่อด้านกองทัพด้วย ผู้นำในยุคสมัยต่างๆมีความโดดเด่น แต่ทางการเมืองก็ค่อนข้างที่จะไม่มั่นคงสังเกตได้จากจำนวนของจักรพรรดิและผู้นำทางการเมืองจำนวนไม่น้อยเลยที่มีการตายอย่างผิดธรรมชาติ บทบาทของผู้นำโรมันมีส่วนในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมต่างๆเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งศิลปะและวัฒนธรรมจำนวนไม่น้อยเลยที่อิงอยู่กับวัตถุประสงค์ด้านการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเทพเจ้า สมมติเทพของกษัตริย์หรืออาคารสาธารณะ สิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาธารณชน

               สิ่งที่โรมันให้กับอารยธรรมโลกมีหลายอย่างที่โดดเด่นคือเรื่องการปกครอง สถาปัตยกรรม กฎหมายที่มีระเบียบแบบแผน และภาษาอย่างภาษาละตินซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่สำคัญทางศาสนาคาทอลิก และเป็นภาษาของพวกนักปราชญ์ เป็นภาษาชั้นสูง แม้ภาษาอังกฤษเองยังยืมศัพท์จากละตินมาใช้นับพันๆคำ

               ชาวกรีกชอบหาเหตุผลชอบถกเถียงเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่จะไดรับตรงข้ามกับโรมันที่มักให้ผู้นำเป็นผู้ชี้ขาด โดยยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ชาวโรมันมีวินัยเป็นอย่างดีชอบการปฏิบัติมากกว่ากรีก ชาวกรีกอาจไม่ใช่นักปฏิบัติที่ดีใช้ชีวิตอย่างสบายๆไม่อยู่ในกฎเกณฑ์นัก ชอบให้ทุกคนปฏิบัติตนตามความรู้สึกนึกคิด เราอาจเป็นหนี้บุญคุณชาวกรีกในเรื่องความคิด วรรณคดี ศิลปะ และเป็นหนี้โรมันนั้นในด้านระบบการเมืองการปกครอง

การจำแนกประวัติศาสตร์โรมันนั้นอาจจำแนกได้เป็น 2ุคใหญ่ๆคือ

1.        ยุคสาธารณรัฐ

2.        ยุคจักรวรรดิ

               

สมัยสาธารณรัฐ(509-27 BC)

               หลังจากพิชิตอีทรัสกันได้ก็มีการขยายดินแดนออกไปในแหลมอิตาลี เนื่องจากมีความสามารถทางการทหารและการปกครอง การปกครองใช้ระบอบสาธารณรัฐแทนระบอบกษัตริย์ตามแบบอารยธรรมโบราณอื่นๆ พลเมืองโรมันจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือกลุ่มที่เป็นผู้บริหารและชนชั้นปกครองกับราษฎรธรรมดาทั่วไป ในสมัยแรกๆกลุ่มผู้บริหารและชนชั้นปกครองจะมีอำนาจในการปกครองและออกกฎหมายมากในขณะที่ราษฎรธรรมดาแทบไม่มีสิทธิเหล่านี้เลย จนกระทั่งราวปี 450 BC กลุ่มพลเมืองธรรมดาจึงเริ่มมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีผู้แทนของตนเข้าไปมีส่วนร่วมในระบอบการปกครองในระบบสภาผู้แทน

               ระบอบการปกครองทำให้โรมันมีความแข็งแกร่ง และขยายอำนาจออกไปเรื่อยๆทั้งทางบกและทางทะเล ทางทะเลในขณะนั้นฟินิเชียที่มีเมืองหลวงชื่อ คาร์เธจ (ปัจจุบันคือเมือง Tunis ในประเทศตูนิเซีย)ซึ่งกำลังรุ่งเรืองทางด้านการค้าอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในขณะนั้น ได้ขยายอิทธิพลมาจนถึงเมือง Syracuse (บริเวณอาณาจักรของกรีก)ของโรมัน สงครามระหว่างโรมันและฟินิเชียจึงเริ่มขึ้นในราว 264 BC เรียกว่าสงครามพิวนิค(Punic War) มีการรบกันใหญ่ๆ 3 ครั้งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจนกระทั่งในที่สุดโรมันก็สามารถปราบคาเธจอย่างราบคาบได้ในปี 149-146 BC จากนั้นจึงเริ่มขยายดินแดนไปทางกรีกและยึดครองกรีกได้ราว 146 BC

               ชาติโรมันมีสงครามเพื่อขยายดินแดนออกไปเรื่อยๆ มีอาณาเขตกว้างขวางขึ้นปัญหาด้านเศรษฐกิจและการปกครองก็ตามมา มีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น มีการทุจริตคอรับชัน มีความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำกลุ่มต่างๆจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ทำให้ระบบสาธารณรัฐซึ่งผู้นำมาจากการเลือกตั้งต้องพังพินาศและเปลี่ยนมาเป็นระบอบจักรวรรดิซึ่งมีผู้นำคือจักรพรรดิ์แทน

               สงครามกลางเมืองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองครั้งสำคัญคือสงครามระหว่างจูเลียส ซีซาร์(Jurlius Caesar 102-44 BC)กับปอมเปย์(Pompey) ซึ่งร่วมกับ Crassus อีกคน ทั้งสามร่วมทำการปกครองโรม ต่อมาซีซาร์ไปรบและได้ชัยในแคว้นโกลซึ่งเป็นเขตประเทศฝรั่งเศสและเบลเยียมในปัจจุบัน จากนั้นได้ยกทัพข้ามช่องแคบอังกฤษเพื่อไปปราบพวกเคลต์ ไบรตัน(Celtic Britons)ซึ่งให้ความช่วยเหลือพวกเคลต์ในแคว้นโกล ช่วง 49 BC ซีซาร์ได้รับคำสั่งจากสภาให้ยึดครองดินแดนอิตาลี ในระหว่างที่ซีซาร์ออกไปรบตามแคว้นต่างๆนั้นปอมเปย์คิดที่จะรวบอำนาจไว้ ซีซาร์จึงเข้าต่อสู้ได้ชัยต่อกองทัพปอมเปย์ในกรีซ ส่วน แครสซุสได้ตายก่อนในการรบตั้งแต่ปี 53 BC แล้ว จากนั้นซีซาร์รบขยายดินแดนเข้าไปในอียิปต์ จนในยุคนี้เกิดตำนานความสัมพันธ์ระหว่างซีซาร์และนางคลีโอพัตราแห่งราชวงศ์ปทอเลมีของอียิปต์ ซีซาร์ตั้งให้นางเป็นผู้ปกครองอียิปต์ ซีซาร์ได้รบขยายดินแดนต่อไปในอาฟริกาเหนือและสเปน จากนั้น 45 BC เขาได้เดินทางกลับโรมและถูกฆ่าตายโดย Brutus หลังจากกลับถึงโรมไม่ถึงปี ณ บริเวณหน้ารูปปั้นของปอมเปย์ในสภา

               ในยุคสมัยของซีซาร์นั้นมีการปฏิรูปการปกครอง รวบอำนาจทั้งทางการปกครองและศาสนามาเป็นของตน มีการแต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้าไปเป็นสมาชิกสภา มีการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม มีการสร้างงานและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนและงานชลประทาน ผลงานของซีซาร์เป็นที่ชื่นชมของคนโรมันเพราะเขาเป็นผู้รื้อฟื้นระเบียบวินัยของโรมและนำความรุ่งเรืองมาสู่สาธารณรัฐ

               หลังจากซีซาร์ถูกสังหารออคตาเวียน(Octavian)หลานชายของเขากับมาร์ค แอนโทนี(Mark Antony)พี่เขยของออคตาเวียนได้รวมกลุ่มเพื่อต่อสู้กับสภาภายใต้การนำของ Brutus ที่ร่วมสังหารซีซาร์ แต่ในช่วง 44 BC เกิดการชิงอำนาจระหว่างออคตาเวียนและมาร์ค แอนโทนีขึ้น แอนโทนีได้ล่าถอยไปอียิปต์และมีสัมพันธ์กับคลีโอพัตรา ต่อมาเมื่อออคตาเวียนตามล่าไปถึงอียิปต์ทั้งคู่ได้ฆ่าตัวตายเพื่อเลี่ยงการถูกจับ ซึ่งต่อมาอียิปต์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรมันและออคตาเวียนมีอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว การปกครองแบบสาธารณรัฐได้สิ้นสุดลง

 

สมัยจักรวรรดิ์โรมัน

               จักรพรรดิ์กลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียวทั้งทางด้านการปกครองหรือศาสนา ตั้งแต่ยุคออคตาเวียน ซึ่งภายหลังสถาปนาตนเป็นออกุสตุส  ซีซาร์(Augustus Caesar)ในสมัยนี้สงครามใหญ่ๆมักไม่ค่อยมี ด้วยประชาชนเห็นว่าการปกครองแบบจักรวรรดิสงบเรียบร้อยกว่าแบบสาธารณรัฐ บ้านเมืองจึงสงบสุข มีอำนาจและร่ำรวยที่สุดในโรม ออกุสตุสได้ใช้จ่ายเงินเพื่อสร้างอาคารสาธารณประโยชน์ใหม่ๆและใหญ่ๆมากมาย จนมีคำบอกเล่าเกี่ยวกับคำกล่าวของออกุสตุสว่า “เมื่อข้าพเจ้าเริ่มปกครอง กรุงโรมเป็นนครที่สร้างด้วยอิฐ แต่เมื่อข้าพเจ้าจากไปกรุงโรมได้กลายเป็นเมืองที่สร้างด้วยหินอ่อน”  

               การปกครองตั้งแต่ยุคออกุสตุสเป็นต้นมามีความสุขสงบจนได้ชื่อว่าเป็นสมัยสันติภาพโรมัน(Pax Romana 27 BC- ค.ศ. 180) แม้จะมีบ้างบางสมัยที่มีจักรพรรดิที่วิกลจริต เช่นจักรพรรดิ์ไคอุส คาลิกูลา(Caius Caligula ค.ศ. 37-41) ที่ประกาศว่าตนเป็นจูปิเตอร์และเทพีจูโน แต่งตั้งม้าของตนเป็นกงสุล และปล่อยให้ทหารรักษาจักรพรรดิ์(Preatorian Guard)เข้ามาแทรกแซงการเมืองและการเลือกจักรพรรดิ์จนพระองค์ถูกปลงพระชนม์โดยทหารกลุ่มนี้ หรือในสมัยกษัตริย์เนโร( Nero ค.ศ. 54-68) ซึ่งขึ้นครองราชย์ได้จากนางอกริปปินา(Agrippina)ได้ลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิคลอดิอุส(Claudius)เพื่อให้เนโรซึ่งเป็นลูกตนเองได้ครองราชย์ เนโรใช้อำนาจการปกครองอย่างโหดร้าย  กำจัดปฏิปักษ์ของตนด้วยวิธีทารุณ แม้แต่พระนาง Agrippina ก็ถูกพระองค์สังหาร นอกจากนั้นเนโรยังฆ่ามเหสีและอนุชาตายอีก เข่นฆ่าชาวคริสต์ซึ่งเป็นศานาต้องห้ามในขณะนั้น และเผากรุงโรมเพื่อทำลายชาวคริสต์โดยกล่าวว่าชาวคริสต์เป็นผู้ลงมือราว ค.ศ. 64 แต่ในที่สุดเมื่อประชาชนและสภาทนไม่ได้ก็เกิดกบฏ บีบบังคับให้พระองค์ต้องฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 68

               แม้จะมีจักรพรรดิ์ที่วิกลจริตบ้าง แต่ในยุคนี้ถือได้ว่าจักรวรรดิ์โรมันรุ่งเรืองที่สุดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและอำนาจการปกครองในสมัยจักรพรรดิที่ดี 5 องค์(The Antonines)เพราะวิธีเลือกจักรพรรดิไม่ได้เลือกโดยวิธีสืบสายเลือดแต่เลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติดีมาเป็นทายาทและดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ์ จักรพรรดิที่ดี 5 องค์นั้นประกอบด้วย เนอร์วา(nerva ค.ศ. 96-98 ) ทราจัน (Trajan .. 98-117)ฮาเดรียน (Hadrian ค.ศ. 117-138) อันโตนิอุส ปิอุส (Nantonius Pius ค.ศ. 138-161) และมาคุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius ค.ศ. 161-180) แต่ละองค์สร้างประโยชน์ให้แก่โรมอย่างใหญ่หลวง เช่น ทราจันรบได้ดินแดนตอนเหนือของแม่น้ำดานูบ เป็นสมัยที่โรมันมีอาณาเขตกว้างที่สุด ฮาเดรียนมีความสามารถด้านการบริหารปกครองบ้านเมือง สร้างกำแพงใหญ่ไว้ป้องกันการรุกรานจากอนารยชน(Barbarians) เช่น พวกสก็อตแลนด์ ส่วน มาร์คุส ออเรลิอุสได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรม

               อาณาเขตของโรมันในยุคนี้ตอนเหนือได้ครอบครองดินแดนของอังกฤษในปัจจุบัน ด้านอื่นๆประกอบด้วยฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก บางส่วนของเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และสวิส บางส่วนของออสเตรียและบาวาเรีย ได้สเปนและโปรตุเกส และยุโรปทางตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำดานูบทั้งหมด บางส่วนของโรมาเนีย พรมแดนของโรมันมีแม่น้ำไรน์และดานูบเป็นเส้นพรมแดน ในอาฟริกา ดินแดนชายฝั่งทะเลตอนเหนือซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโมร็อกโค แอลจีเรีย ตูนิเซีย ลิเบีย และอียิปต์ เป็นของโรมันทั้งสิ้น ในเอเชียตะวันออกใกล้ ได้ปกครองเอเชียไมเนอร์ ซีเรีย ปาเลสไตน์ และดินแดนแถบคาบสมุทรซีนายรวมทั้งมณฑลต่างๆในอาร์เมเนียและเมโสโปรเตเมียด้วย

               สมัยจักรพรรดิที่ดีทั้ง 5 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 180 เพราะหันกลับไปใช้ระบบเก่าคือสืบสายโลหิต จากนั้นอาณาจักรเริ่มเสื่อมลง โดยปัจจัยหลักๆ 3 ประการคือ ความเสื่อมโทรมของเศรษฐกิจในชนบท การแย่งชิงอำนาจในสกุลวงศ์ของจักรพรรดิ์ และการรุกรานของอนารยชน แม้บางสมัยการเมืองการปกครองจะดีขึ้นบ้างเช่นสมัยจักรพรรดิไดโอคลีเชี่ยนและคอนแสตนตินแต่ก็ไม่ได้สภาพที่ดีขึ้นอย่างถาวร

                ปี ค.ศ. 313 จักรพรรดิคอนแสตนติน สามารถรวบรวมอำนาจการปกครองไว้ที่พระองค์ได้ ทรงสร้างนครหลวงแห่งใหม่ที่ทางตะวันออก ในแคว้นไบแซนติอุม(Byzantium)ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรีกปัจจุบันคือตุรกี มีชื่อว่าคอนแสตนติโนเปิลการสร้างอาณาจักรที่สองนี้ทำให้แบ่งโรมันออกเป็น 2 ส่วน ในปี ค.ศ. 395 จักรวรรดิ์ทั้งสองถูกแยกการปกครองจากกันอย่างถาวร(รายละเอียดอยู่ในศิลปะไบแซนไทน์)

               ช่วงสุดท้ายของจักรวรรดิโรมันนั้น โรมันเริ่มเสื่อมลงด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ การแย่งชิงอำนาจของจักรพรรดิ์ และการรุกรานจากพวกอนารยชน ทางภาคเหนือของอิตาลีชนเผ่าต่างๆกระจายกันอยู่โดยทั่วไป  ชนเผ่าต่างๆมีการรุกรานโรมันมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล แต่ก็พ่ายโรมันโดยตลอด ปีค.ศ. 373 ฮั่น Hans ได้ยกทัพข้ามแม่น้ำโวลก้ามารุกรานพวกกอธ ทำให้พวกกอธหนีลงมาบริเวณแคว้นเทรซของโรมัน และเข้าโจมตีแคว้นเทรซ ค.ศ. 378 จักรพรรดิ์วาเลนของโรมันได้ยกทัพเข้าต้านทานที่เมือง เอดรีอาโนเปิลแต่แพ้และเสียชีวิตในสนามรบ ทำให้ชื่อเสียงเรื่องการรบที่ไม่มีวันแพ้ของโรมันต้องเสื่อมลง และอนารยชนเผ่าต่างๆก็คอยรุกรานจักรวรรดิอยู่บ่อยๆ จนราวปี ค.ศ. 410 Visigoths พวกโกธเยอรมันสายเหนือได้เข้ารุกรานในโรม ค.ศ. 450 พวกฮั่นซึ่งเป็นมองโกเลียสายหนึ่งได้ยกทัพมารุกรานโรมัน ปี ค.ศ. 454 เยอรมันอีกพวกคือ Vandals ได้ยกทัพข้ามช่องแคบยิบรอลต้า Gibralta ซึ่งอยู่ระหว่างสเปนและอาฟริกาเข้ายึดครองสเปนและคาร์เธจ อนารยชนอื่นๆ เช่น เบอร์กันดียึดลุ่มแม่น้ำไรน์ แฟรงค์ยึดทางเหนือของแคว้นโกล แองโกล -แซกซอนและจูส์ยึดเกาะอังกฤษ ออสโตรโกธยึดทางเหนือของแม่น้ำดานูบ ลอมบาร์ดซึ่งเป็นเยอรมันเผ่าล่าสุดยึดทางเหนือของอิตาลี ตราบจนกระทั่งใน ค.ศ. 476 ถือป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิเมื่อจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือโรมิวรุส ออกุสตุสถูกถอดจากบัลลังก์โดยแม่ทัพโรมันเชื้อชาติเยอรมัน จากนั้นอำนาจจักรวรรดิก็ยิ่งอ่อนแอเป็นผลให้เมืองขึ้นต่างๆแข็งขอและพร้อมใจกันสถาปนาตนขึ้นเป็นอาณาจักรใหม่ทั่วยุโรป ทำให้จักรวรรดิโรมันอวสานอย่างสิ้นเชิง

 

 ศาสนาและปรัชญา

               ศาสนาและปรัชญาของโรมันรับมาจากกรีกเสียเป็นส่วนใหญ่ช่นทพเจ้าต่างๆผสมกับความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจประจำธรรมชาติช่น แม่น้ำำธารีเรือนตาผิงม้จะรับวัฒนธรรมกรีกแต่โรมันก็ไม่นิยมพิธีกรรมและศาสนกิจของกรีกม่มีการบูชาเทพเจ้าอย่างใหญ่โตน้าที่ส่วนใหญ่ทางศาสนาจะเป็นของพระและชั้นปกครองมากกว่าประชาชนทั่วไป

               แม้โรมันมักจะลอกเลียนแบบปรัชญาและศาสนามาจากกรีกแต่จะเน้นที่มีผลด้านการปฏิบัติมากกว่า ด้านศาสนาและปรัชญาฝั่งตะวันออกนั้น โรมันรับความเชื่อที่ว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพมาใช้เพื่อประโยชน์ด้านการปกครอง นอกจากนับถือเทพต่างๆแบบกรีกแล้วพระเจ้าอีกองค์คือจักรพรรดิ์ โรมันมีความชำนาญและเข้มแข็งทางด้านการบริหาร กฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เมื่อเปรียบกับกรีกแล้วพบว่ากรีกจะเน้นการบูชาในเรื่องเหตุผลในขณะที่โรมันเคารพในอำนาจ กรีกชอบแสดงความเห็นส่วนตัวและยกย่องเสรีภาพส่วนบุคคล ในขณะที่โรมันเน้นเรื่องการควบคุมตนเองให้อยู่ในวินัยและระเบียบแบบแผน ผลคือกรีกจะมีความโดดเด่นในทางสร้างสรรค์และเป็นนักปรัชญา นักทฤษฎีแต่โรมันจะมีความสามารถด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์

 

ศิลปกรรมของโรมัน

               กรีกถูกพิชิตโดยโรมัน แต่กลับนำศิลปะและวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาชนะใจชาวโรมันทำให้ชาวโรมันยอมรับในศิลปะกรีก BC)เหมือนกับ Philip ของ Macedon และ Alexander ซึ่งเขาทั้งหลายได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรมและศิลปะกรีกนั้นเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่นใดแต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างให้สอดคล้องกับอุปนิสัย ธรรมเนียมประเพณีและความคิด ทำให้งานทั้งสองชาติต่างกันบ้างโดยกรีกเน้นความเรียบง่ายสง่างาม เพื่อแสดงพุทธิปัญญาและความเป็นปราชญ์ แต่โรมันเน้นความหรูหรา สง่างาม อำนาจ ศิลปกรรมสนองความต้องการทางกายและความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์         เหมือนกันกับจักรวรรดิ์ Hellenistic ที่เกิดก่อน จักรวรรดิ์โรมันได้ยึดเอารูปแบบลักษณะ(character) ของกรีกอย่างชัดเจน จักรวรรดิ์โรมันได้ขนเอางานศิลปะของกรีกจำนวนนับพันรวมถึงการ Copy อีกจำนวนมหาศาล จริงๆแล้วจำนวนไม่น้อยของงานศิลปะกรีกในปัจจุบันเรารู้จักผ่านการ Copy ของโรมันแทบทั้งนั้น(ของกรีกแท้เหลือน้อยศิลปะกรีกส่วนใหญ่คือศิลปะกรีกที่โรมันทำจำลองขึ้น) เทพของกรีก ถูก Adapted สู่ศาสนาของโรมัน Jupiter จากภาษากรีกเป็นภาษาละติน กลายเป็น Zeus เทพ Venus กลายเป็น Aphrodite และอื่นๆอีกมาก

                ในช่วงแรกๆโรมันใช้แบบแผนสถาปัตยกรรมของกรีก ในการก่อสร้างอาคารและวิหารของตน ชอบเป็นพิเศษในเรื่องของการประดับตกแต่งอย่างมากมายตามแบบแผนของ Corinthian จำนวนมาก(หากไม่ใช่ทั้งหมด)ของศิลปินโรมันคือคนเชื้อชาติกรีกจนกระทั่งเขาทั้งหลายได้กลายเป็นคนโรมัน( Romanized)ไป ในที่สุด ในช่วงหลังโรมันมีการพัฒนาด้านศิลปกรรมมากขึ้นโดยเฉพาะเห็นได้อย่างชัดเจนด้านสถาปตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและเทคนิคที่มีความโดดเด่น แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมจำนวนมากก็ได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบและวิธีการมาจากโรมัน

 

ศิลปกรรมสมัยสาธารณรัฐ

               เริ่มตั้งแต่สมัยหลังจากที่ได้ขับไล่กษัตริย์อีทรัสกันออกจากอำนาจจวบจนถึงการลอบสังหารจูเลียส ซีซาร์ และอ็อคตาเวียนสถาปนาตนเองเป็นออกุสตุสถือเป็นอันสิ้นสุดยุคสาธารณรัฐ ศิลปกรรมสมัยนี้ยังคงได้รับอิทธิ พลของศิลปะอีทรัสกันและเฮเลนนิสติกส์ซึ่งเจริญมาก่อน ทางอีทรัสกันเคยเจริญและเป็นนายของโรมันมาก่อน ส่วนทางกรีกนั้นหลังจากโรมันมีอำนาจเหนือกรีก ช่างกรีกจำนวนมากได้เดินทางเข้าไปทำงานในอาณาจักรโรมันและสอนวิชาช่างแก่ชาวโรมัน ทำให้ลักษณะของศิลปะกรีกไม่สามารถแยกจากโรมันได้  ศิลปะกรีกและอีทรัสกันเปรียบเหมือนมารดาของศิลปะโรมันแต่ในทางกลับกันหากไม่มีโรมันแล้วศิลปะเฮเลนิสติกและศิลปะกรีกอื่นๆ คงจะไม่มีผู้เผยแพร่ขยายออกไปยังชาติอื่นๆ รวมถึงไม่สามารถเผยแพร่ขยายมายังยุคสมัยหลังด้วยเพราะโรมันเป็นผู้มีส่วนสำคัญทั้งในการอนุรักษ์และพัฒนา

 

ประติมากรรม

               โรมันยังขาดประติมากรผู้มีฝีมือสูงในระยะแรกๆ จึงนิยมขนประติมากรรมกรีกไปประดับอาคารสถานที่ต่างๆของตนทั้งทางสาธารณะและสมบัติส่วนตน 146 ปีก่อน ค.ศ.มีบันทึกว่าโรมันขนรูปหล่อสำริด 285 รูป รูปสลักหินอ่อน 30 รูปจากเมืองคอรินธ์ หรือสมัยจักรพรรดิเนโรก็ได้ขนรูปหล่อสำริด 500 รูปจากเมืองเดฟีไปไว้ในกรุงโรม ครั้นต่อมางานกรีกเริ่มหร่อยหรอน้อยลง จึงเกิดการทำการลอกเลียนผลงานกรีกชิ้นเยี่ยมๆที่มีชื่อเสียงของกรีกขึ้นมาใหม่ ซึ่งผลงานเหล่านี้ทำให้คนรุ่นปัจจุบันมีผลงานของกรีกเหลือให้ศึกษาจำนวนมากรวมถึง Spear Bearer ด้วย นอกจากนี้ยังมีการลอกเลียนรูปแบบงานในราชสำนัก(official)ของกรีกด้วย ดังเช่น Figures ของจักรพรรดิ์ Augustus of Prima Porta เป็นตัวอย่างว่าได้แบบอย่างจากศิลปะกรีกที่มีมาก่อน แต่มันอาจจะผสมศิลปะ Etruscan ในลักษณะด้านความอบอุ่นและความเป็นมนุษย์มีชีวิตชีวาของมัน(Warmth and Humanity)ลักษณะดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจพิเศษให้กับศิลปะที่ Roman เก่งมากเป็นพิเศษคือภาพเหมือนของบุคคลทั่วไป ต่างจากกรีกที่นิยมเทพเจ้าและชนชั้นปกครอง

               ชาวโรมันมีประเพณีนิยมการทำ อิมเมจินส์(Imagines = หน้ากากขี้ผึ้ง) โดยใช้ขี้ผึ้งหล่อหน้าบรรพบุรุษเก็บไว้บูชา จากความนิยมนี้ทำให้การสร้างภาพเหมือนมีความเจริญมาก ซึ่งการทำศิลปะแบบเหมือนจริงนี้อาจได้รับอิทธิพลจากอีทรัสกัน

                ดังนั้นประติมากรรมในสมัยสาธารณรัฐจึงพอสรุปได้ว่ามี 2 กระแสคือ

                1. การสร้างเทวรูปเคารพซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของศิลปะกรีกแบบเฮเลนิสติก ซึ่งประติมากรโรมันจะขาดบุคลิกส่วนตัว

                2. ส่วนแนวที่สองนั้นทำตามรูปแบบเหมือนจริงตามแบบอีทรัสกันและชอบทำรูปเคารพบรรพบุรุษของตัวเอง

                หากพิจารณาแนวที่ 2 นี้จะพบว่ามีความแตกต่างกับประติมากรรมของกรีกโดยประติมากรรมของกรีกเน้นความสมบูรณ์แบบอุดมคติแต่ของโรมันแนวอีทรัสกันนี้เน้นความเหมือนจริงว่ากันว่ารูปบางรูปแสดงสีหน้าของอาการป่วยของผู้เป็นเจ้าของรูปออกมาได้เลย  ดังเช่นตัวอย่างหนึ่งคือ Portrait ของคู่สามีภรรยาผู้เต็มไปด้วยลักษณะสมจริงของตัวบุคคลอย่างชัดเจน เราไม่อาจรู้จักตัวจริงของเขา แต่มันสามารถสรุปได้แน่นอนจากที่เห็นว่าภาพๆนี้มีลักษณะท่าทางที่เป็นจริง มีลักษณะของแบบอย่างอุดมคติน้อยที่สุด ภาพสามีชราที่มีรอยย่นบนหน้าเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี มีผู้วิเคราะห์ว่าอาการเจ็บป่วยได้ถูกแสดงออกมาในภาพของเขา ภรรยาของเขาดูแข็งแรงกว่าปราศจากสัญลักษณ์ของอาการเจ็บป่วยและสัมผัสมือของสามี นักวิชาการวิเคราะห์ว่าRoman ยึดมั่นในความศรัทธาในการซื่อสัตย์ในการพรรณนาภาพที่ตรงกับความจริงมาก  อย่างไรก็ตามประติมากรรมกรีกและจำนวนมากของภาพคนโรมันมีลักษณะที่แตกต่างกันมากในประเด็นนี้ portrait นี้น่าอัศจรรย์มากที่เราสามารถคาดเดาถึงเจ้าของมันได้แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วกว่า ๒๐๐๐ ปี

               

สถาปัตยกรรม

               โรมันได้ผสมผสานความรู้ด้านสถาปัตยกรรมจากกรีกและอีทรัสกันและนำความรู้นั้นมาสนองความต้องการของตนเองซึ่งคำนึงถึงด้านประโยชน์ใช้สอยมากกว่าฉพาะเพียงด้านความงาม นอกจากจะนำรูปแบบหัวเสาของกรีกมาใช้ โดยเฉพาะนิยมนำแบบคอรินเธียนมาใช้แล้ว ยังมีการคิดประดิษฐ์หัวเสาที่เรียกว่าคอมโพไซท์(Composite)โดยมีลักษณะผสมผสานระหว่างไอโอนิคกับคอรินเธียน มีการนำระบบก่อสร้างแบบ Arch กับ Vault ซึ่งพวกอีทรัสกันเคยใช้มาพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น เช่นนำ Vault มาทำโครงสร้างหลังคาสร้างเป็นรูปโดม ด้านวัสดุก่อสร้างนอกเหนือจากหินอ่อนมีการนำหินลาวาและดินบางชนิดจากภูเขาไฟมาใช้ วัสดุเหล่านี้มีความทนทานเหมาะที่จะทำถนน นอกจากนี้ในยุคหลังๆยังมีการค้นพบซีเมนต์ จากการผสมทราย ปูนขาว หินซิลิกา หินจากเถ้าภูเขาไฟและน้ำมาผสมกัน ซึ่งทำให้การก่อสร่างมีความรวดเร็ว คงทนและประหยัด

               โรมันเน้นประโยชน์ทางด้านการปฏิบัติ(Pracmatic)และหลักความจริงมากกว่าอุดมคติดังเช่นกรีก ดังนั้นสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นอาคาร สิ่งก่อสร้าง ถนน สาธารณะมากกว่าวิหารเทพเจ้า สถาปัตยกรรมของโรมันจึงนิยมสร้าง

1.        วิหารและสุสาน

2.        สถานที่อาบน้ำสาธารณะ

3.        โรงมหรสพและสนามกีฬา

4.        โฟรุ่มและบาซิลิกา

5.        อาคารที่พักอาศัย

6.        สะพานและท่อส่งน้ำ

ที่โดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมสมัยสาธารณรัฐของโรมันคือการสร้างวิหารและสุสาน

                วิหารและสุสาน นิยมสร้างแบบกรีกผสมกับแบบอีทรัสกันแบบอีทรัสกันคือ อาคารยกสูง จะมีบันไดขึ้นทางด้านหน้าด้านเดียว อาคารปิดทึบไม่มีระเบียงรอบเหมือนแบบกรีก เสาที่มีเป็นเสาหลอกไม่ได้รับน้ำหนักอาคาร ลักษณะดังกล่าวเช่นวิหาร Temple of Fortuna Virillis ราว 200 BC. นอกจากวิหารแบบเหลี่ยมแล้วแบบกลมก็พบด้วย วิหารที่มีชื่ออีกแห่งคือวิหารของเทพีฟอร์จูนา พริมิจิเนีย Fortuna Primiginia ที่เมืองพาเนสเต สร้างเพื่อถวายเทพีฟอร์จูนาเทพีแห่งโชคชะตา วิหารแห่งนี้สร้างคร่อมบนเนินเขา อาคารมีระดับสูงต่ำลดหลั่นกัน 7 ชั้น เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของโรมัน ทางเดินขึ้นไปสู่ชั้นบนคล้ายซิกูรัตของเมโสโปรเตเมีย วิหารนี้ในยุคกลางได้มีชุมชนเข้ามาอาศัยอยู่และสร้างต่อเติมจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แห่งนี้ได้โดนระเบิดทำให้ซากอาคารโบราณเผยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

                สถาปัตยกรรมอีกแห่งที่สำคัญคือเมืองปอมเปอี เฮอคูลาเนียม และสตาปิเอซึ่งถูกภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดและลาวาถล่มทับในราว ปี ค.ศ. 79 เมืองเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญนักแต่ก็แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตตลอดจนสภาพบ้านเมืองในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาจิตรกรรมสมัยโรมันให้รอดพ้นจากการถูกทำลายโดยธรรมชาติและคน

 

จิตรกรรม

                หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว Roman เป็นชาติที่มีความชำนาญด้านการ Painting เช่นกัน เรารู้จักรจิตรกรรมโรมันเพียงเล็กน้อยกว่าจิตรกรรมกรีก จากเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นใน 79 AD ในปีนั้นภูเขาไฟ Vesuvius ได้เกิดระเบิดขึ้นและฝังเมือง Pompeii ซึ่งอยู่ห่างออกไปร้อยไมล์ทางตอนใต้ของกรุงโรมระหว่างเมืองของ Iterculaneum ผลคือ Lava และขี้เถ้าแพร่ห่มคลุมพื้นที่และทำหน้าที่เหมือนกับ Capsule แห่งกาลเวลา Pompeii ได้ถูกฝังโดยไม่ถูกรบกวนจากธรรมชาติมากว่า 16 ศตวรรษกระทั่งในปี 1748 ได้มีการขุดค้นภายใต้การค้นหาของนักโบราณคดีชาวเยอรมัน Joachim Winckelmann ในพื้นที่ของ Pompeii ค้นพบ Frescoes อันน่ามหัศจรรย์นั้นได้ถูกรักษาเป็นอย่างดี Pompeii ไม่ใช่เมืองสำคัญ ราไม่สามารถสรุปได้ว่าศิลปินชั้นยอดมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ แต่มันคือหลักฐานบางอย่างที่ ย่างไรก็ตามจิตรกรรมฝาผนังนี้ให้การระบุถึง Style ของวิธีการทางศิลปะบางอย่างในจักรวรรดิ์   ช่วงเวลานั้น

                จิตรกรรมที่เหลือรอดที่เมืองปอมเปอีมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น มีการวาดภาพที่มีสถาปัตยกรรมประกอบเรื่องราว ใช้เทคนิคการวาดแบบ Perspective แม้จะดูมีระยะใกล้ไกล แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์นักด้วยข้อจำกัดด้านวิทยาการ เช่นที่ Villa of the Mysteries ใกล้เมืองปอมเปอี การวาดแสงเงามีปรากฏให้เห็นที่ Villa Farnesian นอกจากนี้ยังมีการวาดด้วยเทคนิคการลวงตา เช่นวาดหน้าต่างให้มองเห็นวิวหลอก (Window Views) วาดเสาให้ดูทำหน้าที่คล้ายกับเสาจริง เขียนด้วยเทคนิค Fresco บนกำแพงของบ้านพัก มีการสร้างทัศนียภาพเชิงบรรยากาศและผลการรับรู้ด้าน 3 มิติถูกทำให้เกิดด้วยเทคนิค Chiaroscuro มีที่ ปอมเปอี หรือการวาดที่ดูคล้ายการนำรูปภาพหลายๆรูปมาประดับตกแต่งผนัง เช่นที่ House of yhe Vetii เนื้อหาในการวาดส่วนมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า ทิวทัศน์หรือพิธีกรรม 

                นอกจากนี้ทางจิตรกรรมยังมีการทำโมเสก ซึ่งเคยมีมาก่อนในเมโสโปเตเมียและกรีก ภาพที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ House of the faun ที่ปอมเปอี ทำเป็นรูปพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สู้กับพระเจ้าดาริอัส

 

ศิลปกรรมสมัยจักรวรรดิ์

                กินระยะเวลาตั้งต่ 27 BC- 285 AD. ตั้งแต่จูเลียส ซีซาร์ถูกสังหาร สาธารณรัฐโรมันเดิมเกิดกลียุค เกิดการรบแย่งชิงอำนาจ อ็อคตาเวียน ซีซาร์หลานของจูเลียส ซีซาร์ได้ปราบปรามบ้านเมืองและสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิ์ ตั้งแต่สมัยพระองค์ไปอีกราว 150 ปี บ้านเมืองค่อนข้างสงบไม่มีสงครามใหญ่ บางคนก็ว่าเป็นสมัยที่มนุษย์ชาติมีความสุขมากที่สุด โรมมีพลเมืองกว่าล้านคน บ้านเมืองใหญ่โต สวยงาม ศิลปกรรมสมัยนี้มีความเจริญสูงสุด

 

สถาปัตยกรรม

                สถาปัตยกรรมที่สำคัญในสมัยนี้มี

                1. โฟรัม(Forum)เป็นย่านชุมนุมชน สถานที่ราชการ ตลาด คล้ายกันกับ อโกลา (agora)ของกรีก โฟรัมจะมีอยู่ในทุกๆเมือง ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนพลเมืองหากเมืองมีขนาดเล็กโฟรัมก็จะมีแห่งเดียวแต่หากเป็นเมืองใหญ่ก็อาจมีหลายโฟรัม โฟรัมจะมีลักษณะเป็นลานกว้างแต่บางแห่งอาจจะมีหลังคา บริเวณรอบๆจะรายล้อมด้วย อาคาร สถานที่ราชการ วิหาร หอสมุด ที่มีชื่อเสียงในนสมัยจักรวรรดินี้คือโฟรัมของทราจัน(Forum of Trajan)ซึ่งอาคารที่อยู่รายรอบมีถึง 6 ชั้น เป็นที่จำหน่ายผักผลไม้ เป็นที่เก็บไวน์และน้ำมัน เป็นร้านค้า เป็นที่เก็บอาหารและทรัพย์สินและเป็นถังเก็บน้ำจากท่อส่งน้ำด้วย

                การแสดงออกที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในสถาปัตยกรรมของรัฐโรมันคือ Forum Romanum ศูนย์กลางทางการเมืองของโรม ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้คือการสร้างขึ้นมาใหม่จากจินตนาการ ราวคริสต์ศตวรรษแรกประชากรอยู่รอบๆบริเวณนี้ราว 1 ล้านคน ทั้งหมดอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ที่สร้างอยู่รอบๆบริเวณ Forum เอกสารได้ระบุว่า ในเวลานั้นมี 1797 ครัวเรือนในเมือง Etruscans มีการพัฒนาที่ตั้งของตลาด แต่ในแผนพัฒนาของ Julius Caesar และการสนับสนุนของ Augustus นั้น Forum กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจโรมันและความสูงส่งใหญ่โต ปูลาดทางเท้าด้วยหินอ่อน ครอบคลุมไปถึงระเบียงและพื้นที่ของสาธารณะชน เช่น วัด ศาลยุติธรรมและอาคารของรัฐ เช่นลานกีฬา ที่เก็บเอกสารและ Curia หรือบ้านของวุฒิสมาชิก

                2. บาซิลิกา(Basilica)เป็นชื่อเรียกอาคารขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นศาลยุติธรรมและอาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีชื่อเสียงมากคือ บาซิลิกา อุลปิอา(Basilica Ulpia)สร้างโดยจักรพรรดิทราจัน นามอุลปิอามีที่มาจากสกุลของจักรพรรดิ์ สร้างติดกับโฟรัมทราจันหรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของโฟรัม ผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านกว้างทั้งสองทำเป็นรูปครึ่งวงกลม หลังคารูปจั่ว เสาแบบคอรินเธียน บางครั้งที่แห่งนี้ใช้ทำพิธีสำคัญๆทางการเมืองและศาสนาปัจจุบันพังทลายไปมาก

                3. โรงละครและสนามกีฬา(Theatres and Amphitheatres)เป็นสถานที่พักผ่อนชมกีฬา ชาวโรมันมีด้วยกันหลายแห่งแห่งที่มีชื่อคือ Colosseum หรือเรียกว่า Flavian Amplitheatre เพราะเริ่มต้นสร้างในสมัยราชวงศ์ฟราเวียน ในสมัยจักรพรรดิ Vespasian สร้างเสร็จราว ค.ศ. 80 เป็นโรงมหรสพรูปวงกลมที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ ำหรับเกมกีฬาต่อสู้และความบันเทิงของสาธารณชน แรงงานส่วนใหญ่เป็นยิวซึ่งได้มาจากการที่โรมไปตีได้เยรูซาเร็มและกวาดต้อนยิวมาเป็นทาส(ยิวค่อนข้างถูกทารุณมากในสมัยโรมันเพราะนับถือในพระเจ้าองค์เดียวและหัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ไม่เชื่อในเทวราชาตามแบบพวกโรมัน) สถาปนิกได้ดัดแปลงจากโรงละครกลางแจ้งของกรีกให้กลายมาเป็นสนามกีฬา เพื่อใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ของคนกับคนและคนกับสัตว์โดยเน้นการฆ่าฟันถึงตาย โดยคนดูมีส่วนร่วมในการตัดสิน โคลอสเซียมครอบคลุมพื้นที่ ราว 6 เอเคอร์หรือราว 15 ไร่มีอัฒจรรย์ล้อมรอบสนามที่อยู่ตรงกลาง มีที่นั่งสำหรับคนดูได้ราว 50000 คนึ่งเป็นจำนวนเดียวกับสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ในบริเวณสนามเรียกว่าอรีนา(Arena = แปลว่าทรายหรือหาดทราย)เป็นพื้นทรายเพราะใช้ดูดซับเลือดได้ดี บางครั้งก็อาจจุน้ำได้หากเป็นการต่อสู้ทางน้ำในโอกาสพิเศษ นักสู้เรียกว่า Gradiator จะสู้รบกับคู่ต่อสู้หรือกับสัตว์ป่าซึ่งเป็นการแข่งขันที่น่าสยดสยองและเต็มไปด้วยเลือดมากผิดปกติ  ด้วยความที่เป็นสนามกีฬาใหญ่จึงต้องคิดระบบระบายคนเข้าออกอย่างรวดเร็วโดยการทำช่องทางเข้าออก 80 ช่องรอบๆสนาม เมื่อเกมจบ คารจะว่างเปล่าในช่วงไม่กี่นาที ซึ่งเป็นการออกแบบอาคารที่มีระบบการระบายคนได้อย่างยอดเยี่ยม มุมมองจากภายนอกทำให้เราเข้าใจถึงลักษณะที่อยู่ข้างในตลอดจนผังทั้งหมดของมัน ปัจจุบันมันอาจดูโรแมนติคสำหรับนักท่องเที่ยวและถือเป็นมงกุฎของอาณาจักรโรมันเลยทีเดียว

                การก่อสร้างโคลอสเซียมใช้ระบบ Arch และ Vault รับคาน(Linten) ซึ่งแบ่งการก่อสร้างเป็น 4 ชั้น มีการใช้เสาประดับแตกต่างกันไป ชั้นล่างเป็นแบบดอริก ชั้นสองเป็นแบบไอโอนิค ชั้น 3 เป็นแบบคอรินเธียน ชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดเป็นเสาหลอกแบบผ่าครึ่งซีก(Pilaster)ติดประดับไว้ วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยหินลาวา อิฐและคอนกรีต รวมถึงหินอ่อนที่ใช้ประดับตกแต่ง โคลอสเซียมแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านสถาปัตยกรรมของโรมัน

                นอกจากสนามกีฬาแล้วยังมีโรงมหรสพซึ่งได้แรงบันดาลใจมากจากกรีกด้วย แต่ไม่ได้สร้างตามเนินเขาเหมือนกรีก สร้างด้วยคอนกรีตและนิยมสร้างในเมือง แผนผังยังคงคล้ายของกรีกคือมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม พื้นที่ล่างสุดเป็นที่สำหรับแสดงละคร บางครั้งก็เปลี่ยนมาใช้เป็นที่ประชุม ที่นั่งผู้ชมจะลดหลั่นแบบอัฒจรรย์ทั่วไป ความสำคัญอยู่ที่การคำนานเรื่องระบบเสียงและการมองเห็นเพื่อผู้ชมเห็นและได้ยินการแสดงอย่างชัดเจน โรงมหรสพที่มีชื่อเสียงคือ The Opeion of Herodes Athicus อยู่ที่เอเธนส์ สร้างในปี ค.ศ. 161

                4. สนามกีฬาหรือเซอร์คัส(Circus) ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของโรมันอีกแห่ง ส่วนใหญ่ใช้แข่งม้า ที่มีชื่อเสียงมากคือสนามกีฬา แมกซิมุส The Circus Maximus อยู่ในโรมครั้นจูเลียส ซีซาร์เรืองอำนาจ ต่อมาอ็อคตาเวียนได้บูรณะขึ้นใหม่ ในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน ได้ตกแต่งให้งดงามขึ้นและปรับปรุงป็นสนามแข่งรถยาวประมาณ 2000 ฟุต กว้าง 650 ฟุต บรรจุคนดูได้ 25000 คนเป็นอีกที่ที่มีคนตายมากเพราะในการแข่งไม่มีกติกาใดๆทั้งสิ้นจะชนรถคู่แข่งให้คว่ำก็ได้ จะทับคนที่นอนอยู่ให้ตายก็ได้ ขอเพียงให้เข้าถึงเส้นชัยถือเป็นชัยชนะ

                5. วิหาร(Temple)ที่สำคัญในยุคจักรวรรดิต้นคือวิหารแพนเธออน(Pantheon)หมายถึง The temple to “all of God” Pantheon  เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญ สร้างขึ้นราว 27-25 BC โดยจักรพรรดิมาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา จุดมุ่งหมายในการสร้างไม่ชัดเจนต่อมามีการสร้างใหม่ในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน ใน ค.ศ. 126 และซ่อมใหญ่ในปี ค.ศ. 202 โดยจักรพรรดิ์ เซพติมิอุส เซเวรุส และคาราคาลา การก่อสร้างในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเทวสถานของเทพเจ้าโรมัน 7 องค์หรือเทพแห่งดาวในระบบสุริยะ Apolloพระอาทิตย์ Diana พระจันทร์ Mars อังคาร  Mercury พุธ Jupiter พฤหัส Venus ศุกร์ Saturn เสาร์

                ผังของแพนเธออน ทางเข้าด้านหน้าทำเป็นมุขเหมือนวิหารกรีก ที่มีเสาตั้งเรียงกันอยู่เป็นเสาแบบคอรินเธียน ส่วนด้านในเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายถังน้ำมันขนาดใหญ่ หลังคาเป็นโดมครึ่งวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 144 ฟุต ตัวโดมทำด้วยคอนกรีต ตรงกลางเจาะรูให้เห็นท้องฟ้าและรับแสงสว่างเรียกว่า Oculus แปลว่าตา(ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของตาจากสวรรค์)เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ฟุต ความสูงจากพื้นถึงหลังคาประมาณ 140 ฟุต  เกือบจะเหมือนกับเป็นการผสมกันระหว่างแทงค์น้ำมันกับประตูด้านหน้าวัดในยุค Classic

                การประดับตกแต่งภายในของ Pantheon เราอาจดูได้จาก Panini Painting ในบทที่ 13 (374)คือความประทับใจแม้จะวัดจากมาตรฐานในปัจจุบัน วามสูง 142 ฟุตและความกว้าง 140 ฟุต อบๆฐานคือช่องที่ทำเข้าไปในกำแพง 7 ช่องซึ่งแต่เดิมประดับประติมากรรมลอยตัว(สามารถเห็นได้ในจิตรกรรมปัจจุบันไม่มีแล้ว)ของเทพเจ้าบนฟ้า อันได้แก่ พระอาทิตย์ ระจันทร์ Mercury Venus Mars Jupiter และ Saturn ที่ยอดเยี่ยมกว่านั้นคือระดับการลดหลั่นของโดมได้แผ่ออกในลักษณะของครึ่งวงกลมอันสมบูรณ์แบบ ละมีการเซาะออกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ค่อยๆลดระดับ เรียกว่า “Coffers” ที่ซึ่งทำให้โดมโปร่งเบาทั้งทางด้านสายตาและทางด้านโครงสร้าง

                ผู้มาเยี่ยมชมในปัจจุบันรู้ดีถึงความกว้างใหญ่ของ Space ภายในดังเช่น Sports Stadiums ควรระลึกด้วยว่าโรมันนั้นไม่มีวัสดุไฮเทคที่ช่วยในการสร้าง Space อาคาร Pantheon เป็นการสร้างด้วย Concrete อย่างง่ายๆซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกประหลาดใจในอัจฉริยะทางด้านสถาปัตยกรรมที่ต้องการ Enclose ปิดล้อมบริเวณว่างขนาดนี้ด้วย Concrete สามารถสร้างพื้นที่ปิดเป็นรูปทรงตามต้องการด้วย Concrete และรักษาพื้นที่ปิดนี้ได้มากว่า 2000 ปี Pantheon ได้มีการใช้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรกของศตวรรษที่ 7 มันกลายเป็นโบสถ์คริสเตียน              กรรมวิธีการก่อสร้างและรูปแบบแพนเธออน ได้ให้อิทธิพลแก่งานศิลปะในยุคหลังหลายแห่งเช่น สตา โซเฟียที่คอนสแตนติโนเปิ้ล โบสถ์ของวัดประจำเมืองในฟลอเรนซ์ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในโรม เซนต์ปอลในลอนดอน บ้านพักของประธานาธิปดีโธมัสเจฟเฟอร์สันในมอนติเชลโล นอกจากนี้แพนเธออนยังเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนาชื่อ สตา มารีอา โรทอนดา และยังเคยเป็นที่ฝังศพของราฟาเอลและไมเคิลแองเจโลด้วย

                6. โรงอาบน้ำสาธารณะหรือเธอเม(Thermae or Bath) Thermae มาจาก Thermos แปลว่าร้อนในภาษากรีก ใช้สำหรับเรียกชื่ออาคารสถานที่ที่ใช้สำหรับอาบน้ำกับที่ออกกำลังกายในร่มของชาวโรมัน

                ในสมัยอาณาจักรต้น เธอเมจะทำอย่างวิจิตรและหรูหราและฟุ่มเฟือย เนื่องจากโรงอาบน้ำนั้นเป็นที่บำรุงความสุขของคน และคนส่วนน้อยที่ร่ำรวยเท่านั้นจึงจะเป็นเจ้าของได้เพราะการอาบน้ำจะทำไปพร้อมกับการอบตัว ดังนั้นรัฐจึงจัดสถานที่ เช่น โรงมหรสพ สนามกีฬา สถานที่อาบน้ำสาธารณะ สำหรับคนทั่วไปให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ นอกจากจะใช้เป็นที่อาบน้ำและอบตัวแล้วในบางครั้งอาจใช้เป็นที่พบปะ ประชุม พูดคุย ถกกันในเรื่องต่างๆของชนทุกชั้น ไม่ว่าจะเป็น พลเมืองทั่วไปและนักปกครองด้วย บางครั้งอาจใช้เป็นที่แสดงการละเล่นต่างๆรวมถึงแสดงดนตรี

                เธอเมที่สำคัญเป็นของจักรพรรดิคาราคารา(Bath of Caracalla) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 215 มีความกว้าง 120 หรา ยาว 240 หราจุคนได้ 1600 คน

                7. ประตูชัย(Triumphal Arch)จัดเป็นอนุสาวรีย์ประเภทหนึ่ง สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงคราม สร้างโดยจักรพรรดิ์ นิยมสร้างคร่อมถนนโดยทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ตรงกลางทำเป็นทางลอดและประตูโค้ง บริเวณส่วนหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมและข้อความจารึกเหตุการณ์หรือวีรกรรมของผู้สร้างที่ได้ชัยชนะจากสงคราม ประตูชัยที่สำคัญๆได้แก่ ประตูชัยของติตุสในโรม สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1 เพื่อรำลึกชัยชนะของพระองค์ที่มีต่อพวกจูดาห์ ประตูชัยของราจันที่เบเนเวนโต ซึ่งสร้างฉลองถนนเวีย ไตรอะนาที่ยาว 200 ไมล์เชื่อมระหว่างกรุงโรมกับเมืองท่าบรินดิสิ นับเป็นประตูชัยแห่งเดียวที่ไม่ได้เน้นเรื่องสงครามเหมือนประตูชัยอื่นๆ

                8. สะพานและท่อส่งน้ำ(Bridges and Aqueduct) การทำท่อน้ำมีทั่วไปในอาณาจักรโรมันเพื่อบริการน้ำสะอาดแก่ประชาชน เพราะเป็นบริการจากรัฐ น้ำจะแยกจากท่อใหญ่ไปตามท่อเล็กๆที่ทำด้วยตะกั่ว ท่อดินเผา หรือท่อไม้เข้าสู่เธอเม บ้านเรือน หรือตามที่สถาธารณะ เช่น น้ำพุ เป็นต้น ประมาณการณ์กันว่าโรมในสมัยนั้นใช้น้ำวันละ  350 ล้านแกลอน นอกจากโรมแล้วเมืองอื่นๆก็มีท่อลำเลียงน้ำเช่นนี้เหมือนกัน บางแห่งต้องลำเลียงน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่มจึงจำเป็นต้องยกท่อให้ได้ระดับไม่เช่นนั้นน้ำจะไหลออกหมด ท่อน้ำที่มีสะพานรองรับยกระดับน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่มที่มีชื่อเสียงมากคือ Pont Du Gard ที่เมืองนิมส์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีช่วงที่ข้ามช่องเขาหลายตอนด้วยกัน การก่อสร้างใช้ระบบอาร์ค Arch หรือประตูโค้งกว้างช่องละ 82 ฟุตใช้หินก้อนละประมาณ 2 ตันวางเรียงกันโดยไม่ต้องใช้ซีเมนต์เชื่อม บางตอนอยู่ลึกมากจำเป็นต้องใช้ฐานรองรับถึง 3 ชั้นมีความสูงราว 50 เมตร มีความยาวจากแหล่งต้นน้ำถึงเมืองนิมส์ราว 30 ไมล์ ลำเลียงน้ำได้ราววันละ 100 แกลอน

                สถาปัตยกรรมอื่นๆของโรมัน เช่น อาคารที่พักอาศัยคล้ายแฟลตหรืออพาร์ทเม้นท์สูงหลายชั้น หรือพระราชวังของจักรพรรดิก็มีปรากฏอยู่เช่นกัน

 

สรุปแนวทางสถาปัตยกรรมของโรมันได้ 4 อย่าง

1.        ส่วนมากมีเน้นวัตถุประสงค์ด้านการใช้งานแก่สาธารณะเป็นประการสำคัญ สถานที่ทางศาสนาเช่นเทวาลัยก็มีบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างเพื่อสาธารณชนหรือจักรวรรดิมากกว่า

2.        เน้นในเรื่องความสูงสง่าความมีอำนาจน่าเกรงขาม สถาปัตยกรรมโรมันเน้นความสูงและใหญ่โต อาจเนื่องมาจากต้องการแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ์ เช่น ตึก 6 ชั้นในโฟรัมทราจัน สถานที่อาบน้ำสาธารณะ ประตูชัย

3.        การออกแบบภายในนิยมทำอย่างหรูหรา ชาวโรมันให้ความสำคัญกับเนื้อที่ภายในอาคารมาก โดยเฉพาะเรื่องความใหญ่โตและการประดับตกแต่ง

4.        ระบบ Arch และ Vault เป็นเอกลักษณ์สำคัญของโรมันในการก่อสร้าง ช่วยให้อาคารดูไม่ทึบตัน ประหยัด สวยงาม ใช้ประโยชนในพื้นที่ได้มากเต็มที่ เพราะระบบนี้ใช้เสาน้อยกว่าระบบคานวางพาดเสาดังอาคารกรีก และยังสามารถสร้างซ้อนหลายๆชั้นดังเช่น สะพานส่งน้ำ หรือโคลอสเซียมได้ เมื่อนำ Vault หลายๆอันมาใช้ร่วมกันสามารถทำเป็น Cross Vault หรือ Groined Vault และ Cross Barrel Vault ช่วยให้ทำหลังคาเป็นโดมได้ ซึ่งทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวาง การคิดค้นซีเมนต์-คอนกรีตได้ก็มีส่วนสำคัญต่อความเจริญด้านสถาปัตยกรรม

 

ประติมากรรม

                จำแนกออกได้เป็น 2 แบบ

1.        นิยมทำภาพนูนสูงประดับอนุสาวรีย์หรือบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในยุคนั้น ประดับตัวสถาปัตยกรรม

                ชิ้นที่เก่าแก่มากคือ The Altar of Peace แท่นบูชาสันติภาพสร้างโดยจักรพรรดิ์ ออกุสตุส ราว 13-9 BC เป็นอนุสรณ์การลับคืนสู่โรมหลังจากการรบในต่างแดน ลักษณะเป็นวิหารเล็กๆ รอบๆกำแพงทั้งภายนอกและภายในมีประติมากรรมแบนประดับอยู่ แสดงเรื่องราวของจักรพรรดิกับข้าราชบริพาร ประติมากรรมประดับอนุสรณ์สถานอีกชิ้นคือภาพประดับประตูชัยติตุส ทำขึ้นราว ค.ศ. 81 บนถนน เวีย สาครา ตัวประตูชัยเป็นแบบคอรินเธียน ลักษณะทั่วไปคล้ายการสร้างโคลอสเซียม ประติมากรรมเป็นแบบนูนสูงแสดงเหตุการณ์ของติตุสที่ได้ชัยชนะจากพวกยิว

                ตัวอย่างถัดไปคือ เสาของทราจัน(The Column of Trajan)สร้างโดยสภาเซเนทและประชาชน Trajan เป็นจักรพรรดิที่ทรงอำนาจของโรมใน ๙๘ A.D. บทบาทของเขาไม่เพียงในทางการเมืองแต่เป็นเรื่องการทหารด้วย ขยายดินแดนของจักรวรรดิและปกป้องมันจากการรุกรานภายนอก ในช่วงแรกของการครองราชย์ Trajan ไปรบกับเดเชี่ยน Dacians พวกยุโรปตอนกลางทางตอนใต้ของแม่น้ำดานูบ(ปัจุบันคือฮังการีและโรมาเนีย) ผู้ชอบลอบจู่โจมจักรวรรดิ์โดยไม่รู้ตัวอยู่ประจำ และได้ชัยถึง 2 ครั้ง ชัยชนะของเขาได้เฉลิมฉลองโดยใช้เสาแห่งชัยชนะเป็นอนุสาวรีย์อยู่ในกรุงโรม เสาเป็นอนุสาวรีย์ที่บันทึกเหตุการณ์ สร้างขึ้นราว ค.ศ. 113 บริเวณโฟรัมของทราจันเอง เป็นเสากลมสูง 128 ฟุต เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ฟุต ยอดเสามีรูปปั้นทราจันสูง 13 ฟุตปัจจุบันเปลี่ยนเป็นรูปเซ็นต์ปีเตอร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 รูปโทรจันเองสูญหายไป โคนเสาเป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 12x 12 ฟุต มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บรรจุศพของทราจันและเป็นอนุสรณ์แก่ชัยชนะในการรบต่อพวกดาเชี่ยน

                ภายในเสากลวงมีบันไดเวียนขึ้นไปถึงยอด บริเวณด้านนอกมีประติมากรรมนูนต่ำสลักจากหินอ่อนทำเป็นแถบคล้ายผ้าพันแผลหมุนเวียนจากซ้ายไปขวารอบเสาเหมือนเกลียวสว่าน ตั้งแต่โคนเรื่อยไปจนถึงยอดมี 25 ชั้นถ้านำมาคลี่ออกจะมีความยาว 656หรือ625 ฟุตราว สนามฟุตบอล 2 สนาม แถบมีความกว้างจากโคนประมาณ 25 นิ้วและกว้างขึ้นเรื่อยๆถึงยอดกว้างประมาณ 50 นิ้ว แถบประติมากรรมนี้มีรูปลักษณะที่แบนและมีความต่อเนื่องกันไป (Continuous Narratives)ตัวประติมากรรมเป็นเรื่องราวของจักรพรรดิ์ทราจันทำสงครามกับพวกเดเชี่ยน โดยแบ่งออกเป็นตอนได้ 150 ตอน เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดเป็น Trajan ซึ่งกำลังเตรียมทำสงครามไล่ไปจนชั้นบนสุดซึ่งเป็นการพิชิต Dacians รูปคนทั้งหมดมีประมาณ 2500 รูปนอกจากนี้ยังมีรูปรถ ม้า เรือ และอาวุธต่างๆด้วย ประติมากรรมนี้เด่นตรงการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆด้วยรูปสลักทั้งหมด ทั้งการสร้างป้อม ค่ายต่างๆแต่ทุกตอนจะเน้นบุคคลสำคัญในภาพคือจักรพรรดิทราจัน

2.        ทำรูปเหมือนบุคคล

                ซึ่งนิยมมาตั้งแต่สมัยเป็นสาธารณรัฐแล้ว มาถึงสมัยจักรวรรดินิยมก็ยังคงนิยมอยู่แต่ต่างกันบ้างในรายละเอียดคือสมัยสาธารณรัฐนิยมทำภาพเหมือนจริงของบุคคลให้มีความเหมือนตามจริงมากที่สุดแต่ในสมัยจักรวรรดินิยมชอบให้แสดงออกถึงลักษณะอันสง่างาม เป็นอุดมคติ โดยเฉพาะรูปชนชั้นสูงจะดูสง่างามราวเทพเจ้าของกรีก เป็นการผสมผสานระหว่างความเหมือนจริง Realism กับความเป็นอุดมคติ Idealism ส่วนรูปประชาชนทั่วไปก็ยังคงมีลักษณะแบบเหมือนจริงเช่นเดิม

                รูปคนเหมือนที่มีชื่อเสียงคือรูปของจักรพรรดิออกุสตุส เวสปาเชี่ยนและฮาเดรียน อีกรูปที่สำคัญมากคือจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุสรงม้า ที่สร้างให้จักรวรรดิโรมันรุ่งโรจน์ สันนิษฐานว่าการสร้างรูปแบบนี้ได้รับความนิยมจากจักรพรรดิทุกองค์แต่เหตุที่เหลือเพียงจักรพรรดิออเรลิอุสเพียงองค์เดียวอาจเนื่องจากถูกพวกคริสต์เตียนซึ่งเรืองอำนาจขึ้นในสมัยกลาง นำรูปเหล่านี้มาหลอมเพราะเห็นว่าศิลปะโรมันเป็นของพวกนอกศาสนา และยังเคยเป็นศัตรูแก่พวกคริสเตียนด้วย จึงทำลายรูปต่างๆของโรมันโดยเฉพาะรูปจักรพรรดิลงเกือบหมด และอาจเป็นไปได้ว่าเข้าใจว่ารูปจักรพรรดิออเรลิอุสคือรูปจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้ประกาศอิสรภาพในการนับถือศาสนาแก่คริสเตียนและเป็นจักรพรรดิเพียงองค์เดียวที่คริสต์เตียนรัก ท่าทางของรูปอยู่ในอากัปกิริยาของผู้ทรงความกรุณา มือขวาที่ยกขึ้นคล้ายสันตะปาปากำลังประทานพร มีท่าทางราวกับพระเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าจักรพรรดิมีฐานะราวกับเทพองค์หนึ่ง ทั้งจักรพรรดิองค์นี้ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ มีสมาธิอันแกร่งกล้าและมีความเมตตาเหมอนนักบุญ ลักษณะดังกล่าวได้แสดงออกในงานประติมากรรมนี้ รูปออเรลิอุสทรงม้าก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ศิลปินในยุคหลังๆเช่น ยุคเรอเนซองที่นิยมสร้างอนุสาวรีย์รูปคนขี่ม้า และแพร่หลายไปทั่วโลก

 

สมัยจักรวรรดิ์ปลาย

                เมื่อสิ้นสมัยของมาร์คุส ออเรลิอุส วิธีการเลือกเอาบุคคลผู้มีความสามารถมาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรมและให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทนั้น ออเรลิอุสได้ยกเลิกวิธีนี้และใช้วิธีสืบทอดโดยทายาทแทน วิธีดังกล่าวทำให้จักรวรรดิอ่อนแอ จักรพรรดิ์ต้องการอำนาจทหารในการสนับสนุนจนทหารเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 235-284 กองทัพสามารถแต่งตั้งและถอดจักรพรรดิได้อย่างง่ายดาย ระยะเวลา 50 ปี มีจักรพรรดิ์ 24 องค์และในจำนานนี้มีเพียงรายเดียวที่ตายโดยธรรมชาติ

                ตราบจนปี ค.ศ. 284 ไดโอคลีเชี่ยนได้เป็นจักรพรรดิและลดอำนาจสภาเซเนทรวบอำนาจไว้ที่ตนแต่เพียงผู้เดียว บังคับให้ประชาชนเคารพตนดุจเทพเจ้า นับเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ ปี ค.ศ. 286 ทรงตั้งตำแหน่งออกุสตุส หรือผู้ช่วยจักรพรรดิในการปกครองร่วมกับพระองค์โดยให้ดูแลภาคตะวันตก ส่วนไดโอคลีเชี่ยนดูแลภาคตะวันออก จักรพรรดิ์ทั้งสองสามารถเลือกตำแหน่งซีซาร์จากรัชทายาทไว้สืบบัลลังก์ต่อได้ เมื่อไดโอคลีเชี่ยนสิ้นลง ใน ค.ศ. 305 เกิดการรบแย่งอำนาจระหว่างซีซาร์ทั้งสอง ในปี ค.ศ. 313 คอนสแตนติน ซีซาร์องค์หนึ่งสามารถรวบอำนาจไว้ที่ตนแต่เพียงผู้เดียวได้ ในยุคนี้มีเหตุการณ์สำคัญ 2 อย่างคือ การก่อตั้งจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่แคว้นบิแซนติอุม มีเมืองหลวงชื่อคอนสแตนติโนเปิล เหตุการณ์ณ์ที่สองคือให้อำนาจคริสเตียนในการนับถือศาสนา ตั้งแต่นั้นจักรวรรดิโรมันจึงถูกแบ่งเป็น 2 จักรวรรดิ์คือโรมันและไบแซนไทน์ ต่อมาจักรวรรดิโรมันได้อวสานเมื่อจักรพรรดิโรมิวลุสออกุสตุสถูกทหารถอดยศในปี ค.ศ. 476 ส่วนอาณาจักรไบแซนไทน์ทางตะวันออกยังคงรุ่งเรืองต่อไป

                ศิลปกรรมสมัยนี้จะเริ่มแต่สมัยไดโอคลีเชี่ยนจนถึงปี ค.ศ. 395 เมื่อมีการแบ่งอำนาจระหว่างจักรวรรดิโรมันและไบแซนไทน์ ต่อจากนั้นศิลปะโรมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นศิลปะของคริสเตียนและไบแซนไทน์ก็มีศิลปะของตนเองโดยเฉพาะ

 

รายการอ้างอิง        

กำจร สุนพงษ์ศรี. 2524. ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก. กรุงเทพฯ : คาร์เดีย เพรสบุ๊ค.

นันทา กปิลกาญจน์. 2546. ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

นิพนธ์ ทวีกาญจน์. 2529. ประวัติศาสตร์ศิลป์. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

อัศนีย์ ชูอรุณ. 2536. ประวัติศาสตร์ศิลปะยุคโบราณและยุคกลาง. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

Rita Gilbert. 1995. Living with Art. New York : McGraw-Hill, Inc.

Henry M. Sayre. 2000. A World of Art. New Jersey : Prentice Hall.